งูสวัดพันรอบตัวแล้วตายจริงไหม ? เจาะลึกอาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันด้วยวัคซีนปี 2026
ทราบหรือไม่ว่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เราเป็น "โรคสุกใส" ตอนเด็ก ไม่เคยหายไปจากร่างกาย แต่จะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทและรอวันที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อกลับมาเป็น "งูสวัด" โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
งูสวัดคืออะไร ?
เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกันกับโรคสุกใส เมื่อหายจากโรคสุกใสแล้ว เชื้อจะไม่ถูกกำจัดไปแต่จะซ่อนอยู่ตามปมประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง (จากอายุที่มากขึ้นหรือปัจจัยอื่น) เชื้อจะกลับมาแสดงอาการตามแนวเส้นประสาท ซึ่งปลายเส้นประสาทของมนุษย์จะสิ้นสุดที่กึ่งกลางลำตัวเท่านั้น ฉะนั้น "งูสวัดพันรอบตัวแล้วตาย จึงเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง" ทั้งนี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
อาการของโรคงูสวัด
เริ่มแรก : มีอาการคัน หรือแสบร้อน
ระยะต่อมา : มีตุ่มน้ำใสปวดแสบปวดร้อนขึ้นตามแนวเส้นประสาท และจะค่อยๆ แห้งตกสะเก็ดไป
ภาวะแทรกซ้อน (PHN) : อาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง (Post-herpetic neuralgia) แม้ผื่นจะหายไปแล้ว ซึ่งอาจปวดนานหลายเดือน
หากเกิดที่เส้นประสาทคู่ที่ 5 อาจลามเข้าดวงตาทำให้กระจกตาอักเสบ หรือทำให้การได้ยินลดลง และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเกิดงูสวัดหลายที่พร้อมกันหรือแบบแพร่กระจายได้
ประเภทของวัคซีนงูสวัด
| รายละเอียด | วัคซีนเชื้อตายซับยูนิต (Shingrix) | วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Zostavax, Skyzoster) |
| ประสิทธิภาพ | ป้องกันได้ 97% ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป (ในช่วง 3 ปี) | ป้องกันได้ 17% ในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ในช่วง 4 ปี) |
| การป้องกัน PHN | 91% | 67% |
| จำนวนเข็ม | ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน | ฉีด 1 เข็ม |
| ข้อจำกัด | ฉีดในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ | ห้ามฉีด ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือหญิงตั้งครรภ์ |
คำแนะนำในการฉีดวัคซีน (ชนิดซับยูนิต)
ที่มา : นพ.รชต เจริญวิเศษศิลป์ คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน